วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Recorded Diary 8

Octoer 6 , 2015
 
Knowledge
 
 
 
 
 
 
 
Skills
              อาจารย์สอนโดยให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรวบรวมสาระการเรียนรู้นำมาทำแมปปิ้ง
 
Apply
              นำความรู้ที่ได้เป็นการเตรียมความพร้อมพื้นฐานก่อนการออกไปสังเกตการสอนหรือออกไปฝึกสอนได้ในอนาคต
 
Classroom Evaluation
              ห้องเรียนสะอาด อุปกรณ์การสอนใช้สอยได้ดี ที่นั่งเพียพอแก่ผู้เรียน
 
Evaluating Teacher
               อาจารย์เข้าสอนตรงเวลา แต่งกายเหมาะสม เตรียมความพร้อมในกรมาอสนเป็นอย่างดี
 
Evaluation for Classmated
               เพื่อนเข้าเรียนตรงเวลา ตั้งใจเรียน ในความร่วมมือในการทำกิจกรรม
 
Self Evaluation
               เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายถูกระเบียบ ตั้งใจเรียนและฟังอาจารย์สอน



Recorded Diary 7

September 22, 2015
 
Knowledge
 
ฟองอากาศจากขวดน้ำ
 
 
อุปกรณ์
  
 
1. ขวดน้ำ
 

2. มีดคัตเตอร์
 
3. สบู่ผสมน้ำ
 
4. ผ้าขนหนู

5. ยางรัดผม


6. สีน้ำ
 

ขั้นตอนการทำ / เล่น  

1. ตัดก้นขวดน้ำออกแล้วใช้ส่วนบนของขวดน้ำ
ผสมน้ำสบู่เข้มข้นกับสีน้ำให้เข้ากัน
 
 
2. นำผ้าขนนูมาวางปิดขวดแล้วรัดยางให้แน่น
 
 

3. เป่าลมเข้าทางปากขวดแล้วจะได้ฟองสบู่สวยๆออกมา
 

ทำไมถึงเป็นเช่นนนี้ ?
              โมเลกุลของน้ำที่ผิวน้ำนั้นจะเกาะกันแน่นเป็นพิเศษจนเกิดเป็นแรงตึงผิว โมเลกุลของสบู่ก็เกาะตัวกันแน่นเช่นกัน แต่มันก็ไม่เหมือนโมเลกุลของน้ำซะทีเดียว เพราะโมเลกุลของสบู่นั้นพร้อมที่จะผสมกับโมเลกุลอื่นๆ ด้านหนึ่ง โมเลกุลของสบู่จะติดกับโมลกุลของน้ำ ส่วนอีกด้านหนึ่ง โมเลกุลของมันก็จะติดอยู่กับอากาศและสิ่งสกปรกที่อยู่บนผิวของเรา ดังนั้น เมื่อสบู่โดนน้ำ โมเลกุลของสบู่ด้านหนึ่งก็จะติดอยู่กับน้ำและอีกด้านหนึ่งก็จะติดอยู่กับอากาศ  โมเลกุลของสบู่อันไหนที่ติดอยู่ข้างใต้ก็จะพยายามโผล่ขึ้นมาอยู่บนพื้นผิวและนั่นก็ทำให้เกิดโมเลกุลขึ้น 3 ชั้น คือ
              1.ชั้นของโมเลกุลของสบู่
              2.ชั้นของน้ำ 
              3.ชั้นของโมเลกุลของสบู่ที่พยายามดันตัวเองขึ้นมา
       ทั้ง 3 ชั้นนี้จะทำให้เกิดฟองขึ้นนั่นเอง และเมื่อฟองเกิดมากๆเข้าก็จะกลายเป็นเนื้อโฟมละเอียดที่มีฟองเล็กๆแทรกอยู่ทั่วไป 
 
 
ทักษะ (Skills)
            การนำเสนอหน้าชั้นเรียนเกี่ยวกับผลงานของตนเอง พร้อมทั้งพูดถึงหลักการทางวิทยาศาสตร์ของการเกิดฟองสบู่
 
การนำความรู้ไปใช้ (Apply)
             การนำความรู้ที่ได้รับไปใช้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ในการทำของเล่นและสามารถบอกถึงหลักการการเกิดองสบู่ได้
 
ประเมินห้องเรียน (Classroom Evaluation)
              ห้องเรียนสะอาด อุปกรณ์การสอนสะดวกแก่การใช้ ที่นั่งเพียงพอต่อผู้มาเรียน
 
ประเมินผู้สอน (Evaluating Teacher)
              เข้าสอนตรงเวลา แต่งกายมาสอนอย่างเหมาะสม อธิบายถึงหลักการทางวิทยาศาสตร์ใหเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น
 
ประเมินเพื่อน (Evaluated for Classmated)
              เข้าเรียนตรงเวลา เตรียมของเล่นและการพูดนำเสนอมาค่อยข้างดี
 
ประเมินตนเอง (Self Evaluation)
              เข้าเรียนตรงเวลา เตรียมผลงานมานำเสนออย่างดี ตั้งใจเรียน แต่งกายถูกระเบียบ

 

Recorded Diary 6

September 15 , 2015
 
ความรู้ที่ได้รับ (The Knowledge gained)
               สมองเริ่มมีการพัฒนาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ อายุแรกเกิด - 7 ปี ช่วงวันนี้สมองจะพัฒนาไปถึง 80% ของผู้ใหญ่ สมองแบ่งออกเป็น 2 ซีก คือ ซีกซ้ายจะทำงานเกี่ยวกับการคิดคำนวน ส่วนซีกขวาจะทำงานเกี่ยวกับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
 
 
 
 
 
การเรียนรู้จากการคิดและปฏิบัติจริง
              - การเรียนรู้จากการคิดและปฏิบัติจริง
              - เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5
              - พัฒนาทักษะ การสังเกต การเปรียบเทียบ การจำแนก การสรุปความคิดรวบยอด การแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์
              - กิจกรรมโครงการ กิจกรรมประจำวัน การเล่น กิจกรรมการทดลอง กิจกรรมการศึกษานอกสถานที่
 
 
 
เจตคติทางวิทยาศาสตร์
             1. อยากรู้อยากเห็น
             2. ความเพียรพยายาม
             3. ความมีเหตุผล
             4. ความซื่อสัตย์
             5. ความมีระเบียบและรอบคอบ
             6. ความใจกว้าง
 
 
ทักษะ (Skills)
            อาจารย์สอนโดยให้นักศึกษาระดมความคิด แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานของสมองตามความเข้าใจของตนเองลงในกระดาษ
 
การนำเอาความรู้ไปใช้ (Apply)
            สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้บูรณาการในการสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยได้อย่างถูกต้อง รู้เทคนิคการสอนวิทยาศาสตร์ด้วยการใช้นิทานเป็นสื่อเพื่อเพิ่มความสนุกในการเรียมากยิ่งขึ้น และสามารถนำเทคนิคที่ได้รับเหล่านี้ไปใช้ได้จริง
 
 
ประเมินห้องเรียน (Classroom Evaluation)
            ห้องเรียนสะอาด อุปกรณ์การเรียนสะดวกต่อารใช้สอย มีที่นั่งเพียงพอแก่ผู้เรียน
 
ประเมินผู้สอน (Evaluating Teacher)
            เข้าสอนตรงเวลา แต่งกายอย่างเหมาะสม มีการเตรียมตัวและเนื้อหามาสอนเป็นอย่างดี
 
ประเมินเพื่อน (Evaluated for Classmated)
            เข้าเรียนตรงเวลา ให้ความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นเป็นอย่างดี
 
ประเมินตนเอง (Self Evaluation)
            เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายถูกระเบียบ ตั้งใจเรียน และให้ความร่วมมือในารตอบคำถาม 


Recorded Diary 5



September 8,2015

ความรู้ที่ได้รับ (The knowledge gained)
             ทบทวนความรู้เดิมจากการศึกษา หน่วย อากาศ มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เด็ก เน้นทักษะในเรื่องการสังเกต แยะแยะ และการเปรียบเทียบ
             อาจารย์ให้กระดาษ 1 แผ่น และให้ออกแบบเกี่ยวกับสื่อที่จะใช้สอนวิทยาศาสตร์ 1 สื่อ

สอนเรื่อง การเคลื่อนที่

สื่อที่ใช้ กระดาษนำมาใช้พับกบ

                  

               การกระโดดของกบจะใช้ขาหลังทั้งสองข้างในการดีดตัวไปข้างหน้า เป็นพลังงานการเคลื่อนที่ ในแนวระนาบกับพื้น ทิศทางจะเกิดจากการสัมผัสของนิ้วในการกระทบกับกระดาษที่พับ

การนำเอาความรู้เดิมไปใช้ (Apply)
          เพราะฉะนั้นการเสริมวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กไม่จำเป็นต้องรู้ เคมี ฟิสิก ชีวะ แต่ต้องมีความรู้รอบตัว
        วิทยาศาสตร์เกิดได้จากสิ่งรอบตัวเรา การสอนวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องมีความรู้เดิม เพื่อนำมาบูรณาการในการสอน การทำของเล่นวิทยาศาสตร์เกิดจากความคิดสร้างสรรค์
 

 
 
ทักษะ (Skills)
              อาจารย์สอนโดยให้นักศึกษาได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น ได้ศึกษา และลงมือกระทำด้วยตนเอง
 
ประเมินห้องเรียน (Classroom Evaluation)
              ห้องเรียนสะอาด อุปกรณ์การเรียนสะดวกต่อการใช้สอย โต๊ะเพียงพอแก่ผู้เรียน
 
ประเมินผู้สอน (Evaluating Teacher)
              เข้าสอนตรงเวลา แต่งกายเหมาะสม เตรียมตัวมาสอนเป็นอย่างดี ใช้คำพูดในการสอนได้เหมาะสม อธิบายเนื้อหาละเอียดและเข้าใจง่าย
 
ประเมินเพื่อน (Evaluated for classmated)
              เข้าเรียนตรงเวลา มาสายบางกลุ่ม ตั้งใจเรียน ให้ความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็น
 
ประเมินตนเอง (Self Evaluation)
              เข้าเรียนตรงเวลา ตั้งใจเรียน แต่งกายถูกระเบียบ ไม่พูดคุยขณะที่อาจารย์กำลังทำการสอน ให้ความร่วมมือในการตอบคำถาม และตั้งใจร่วมทำกิจกรรม

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สรุปวิจัย (Science Research)

เรื่อง การพัฒนาการเรียนการสอนของครูปฐมวัยโดยใช้ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์
หัวหน้าคณะวิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชุลีพร  สงวนศรี

                      วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือพัฒนาคนในชาติให้สามารถแสวงหาความรู้แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ผ่านวิธีสืบเสาะ ค้นคว้าความรู้ ความจริงทางวิทยาศาสตร์ ฝึกคิดวิเคราะห์ และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล การพัฒนาคนจึงต้องอาศัยหลักคิดทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ผู้ฝึกคิดเป็น

วิธีการดำเนินวิจัย
                       การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยพัฒนาทดลอง พัฒนาการเรียนการสอนของครูปฐมวัย โดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักวิจัยและการสัมภาษณ์เชิงลึก ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา เก็บรวบรวมโดยการสังเกตจากการอบรมเชิงปฏิบัติการของกลุ่มเป้าหมาย การวิเคราะห์ สังเคราะห์และสรุปผล

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
                      1. แบบสอบถามความคิดเห็นครูปฐมวัย
                      2. แบบทดสอบวัดความรู้พื้นฐานการสอนคิดของครูปฐมวัย

ตัวแปรที่ศึกษา
                     ตัวแปรต้น คือ แผนกิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
              ตัวแปรตาม คือ ทักษะการสอนคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาของครูปฐมวัย และความสามารถคิดวิเคราะ์แก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย

สรุป
              จากการวิจัยพัฒนาทดลองเรื่อง การพัฒนาการเรียนการสอนของครูปฐมวัย โดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เกิดกระบวนการสังคมแห่งการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ระหว่างนักวิจัยกับชุมชน เกิดการเรียนรู้แบบร่วมมือ มีส่วนร่วมวางแผนจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เกิดความตระหนักเรื่องการพัฒนาเด็กคิด วิเคราะห์ การแก้ปัญหาร่วมกันระหว่างชุมชนกับนักวิจัย เด็กปฐมวัยได้พัฒนาการคิดผ่านการเล่นในชีวิตประจำวันโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5      

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558

Recorded Diary 4

September 1,2015

งดการเรียนการสอน
       เนื่องจากทางคณะศึกษาศาสตร์มีการจัดโครงการศึกษาศาสตร์วิชาการ"ทักษะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21" ในวันที่ 1 กันยายน 2558 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคาร 28 ชั้น 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม โดยช่วงเช้าภายในงานได้รับฟังการบรรยายของ อ.ดร.อภิภู  สิทธิภูมิมงคล  โดยมีรายละเอียดดังนี้

        "การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 นั้น สาระวิชาก็มีความสำคัญแต่ไม่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้เพื่อชีวิตในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ปัจจุบันการเรียนรู้สาระวิชา (content หรือ subject matter) ควรเป็นการเรียนจากการค้นคว้าเองของตัวผู้เรียน โดยผู้สอนช่วยแนะนำและช่วยออกแบบกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนแต่ละคนสามารถประเมินความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของตนเองได้"



การเรียนรู้ 3R x 7C

3R คือ  - Reading(อ่านออก)
            - (W)Riting(เขียนได้)
            -  (A)Rithemetics(คิดเลขเป็น)

7C ได้แก่  
   - Critical Thinking and Problem Solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา)
   - Creativity and Innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม)
   - Cross - cultural Undersranding (ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์)
   - Collaboration, Teamwork and Leadership (ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำ)
   - Communications, Information, and Media Literacy (ทักษะด้านการสื่อสารสารสนเทศและรู้เท่าทันสื่อ)
   - Computing and ICT Literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)
   - Career and Learning Skills (ทักษะการอาชีพและทักษะการเรียนรู้)



ครูในศตวรรศที่ 21 ต้องมีลักษณะที่เรียกว่า E - Teacher
    1. Experience : มีประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้แบบใหม่ เช่น เรียนผ่านสื่อเทคโนโลยี Internet,E-mail เป็นต้น
    2. Extended : มีทักษะการแสวงหาความรู้ใหม่ๆเพื่อขยายองค์ความรู้ของตนเองตลอดเวลา ผ่านทางสื่อเทคโนโลยี
    3. Expanded : มีความสามารถในการถ่ายทอดหรือขยายความรู้ของตนเองสู่นักเรียนผ่านสื่อเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    4. Exploration : มีความสามารถในการเสาะหาและคัดเลือกเนื้อหาความรู้หรือเนื้อหาที่ทันสมัย เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อผุ้เรียนผ่านทางสื่อเทคโนโลยี
    5. Evaluation : เป็นนักประเมินที่ดี มีความบริสุทธิ์และยุติธรรม และสามรถใช้เทคโนโลยีในารประเมินผล
    6. End - User : เป็นผู้ที่ใช้สื่อเทคโนโลยี (user) อย่างคุ้มค่าและใช้ได้อย่างหลากหลาย
    7. Enabler : สามารถใช้เทคโนโลยีสร้างบทเรียน เนื้อหา และสื่อการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    8. Engagement : ต้องร่วมมือและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันผ่านสื่อเทคโนโลยี จนพัฒนาเป็นเครือข่ายความร่วมมือ เช่น เกิดชุมชนครูบนweb
    9. Efficient and Effective : สามารถใช้สื่อเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งในฐานะที่เป็นผู้ผลิตความรู้ ผู้กระจายความรู้ และผู้ใช้ความรู้


สรุป  การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ต้องก้าวข้าม "สาระวิชา" ไปสู้การเรียนรู้ "ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21" (21st Century Skills) ซึ่งครูจะเป็นผู้สอนไม่ได้ แต่ต้องให้นักเรียนเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยครูจะออกแบบการเรียนรู้ ฝึกฝนให้ตนเองเป็นโค้ช (Coach) และอำนวยความสะดวก (Facilitator) ในการเรียนรู้แบบ PBL (Problem - Based Learning) ของนักเรียน ซึ่งสิ่งที่เป็นตัวช่วยของครูในการจัดการเรียนรู้คือ ชุมชนการเรีนนรู้ครุเพื่อศิษย์ (Professional Learning Communities : PLC) เกิดจากการรวมตัวกันของครูเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำหน้าที่ของครูแต่ละคนนั่นเอง.

ทักษะ (Skills)
     - ได้ทราบว่าปัจจุบันการเรียนรู้สาระวิชาควรเป็นการเรียนจากการลงมือกระทำหรือการค้นคว้าเองของผู้เรียน โดยผู้สอนเพียงช่วยแนะนำและช่วยออกแบบกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนแต่ละคนสามารถประเมินความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของตนเองได้

ประเมินเพื่อน (Evaluation for classmated)
     - เข้าอบรมตรงเวลาและตั้งใจฟังการบรรยายจากวิทยากร

ประเมินตนเอง (Self Evaluation)
     - เข้าอบรมตรงเวลา ตั้งใจฟังการบรรยายจากวิทยากรและตอบคำถาม

            

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Recorded Diary 3

August 25,2015

ความรู้ที่ได้รับ (The knowledge gained)
             อารจารย์บอกถึงสิ่งที่ควรแก้ไขในการทำบล็อค ยกตัวอย่างจากบล็อคเพื่อนเลขที่แรกๆ ทำบล็อคอย่างไรถึงจะถูกต้อง ควรตรวจทานตัวอักษรให้ถูกต้องและจัดองค์ประกอบของบล็อคให้พอดี สะดวกแก่การเข้าชม

สรุปความรู้จากหนังสือวิทยาศาสตร์
เรื่อง : อากาศ
(สรุปกิจกรรมร่วมกับนางสาว เปมิกา ชุติมาสวรรค์)

              เด็กๆคุ้นเคยกับสสารนับร้อยๆอย่างโดยผ่านทางประสาทสัมผัส แต่อากาศจะทำให้เด็กแปลกใจเพราะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แม้ว่ามีอากาศอยู่ตลอดเวลาแต่ก็ไม่อาจสัมผัสได้โดยตรงจนกว่าอากาศจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับบางสิ่งบางอย่าง 

ตัวอย่างกิจกรรมที่เลือก
กิจกรรม : อากาศในถุงหนึ่งทำอะไรได้บ้าง

                                 

 
จุดประสงค์การเรียนรู้ : เพื่อขยายความเข้าใจที่ว่าอากาศมีมวล
วัสดุ : ถุงกระดาษขนาดใหญ่แข็งแรง ลวดสำหรับมัดปากถุง หรือเทปกาว ที่สูบลมล้อจักรยานเป็นแบบมีลูกสูบลมหรือที่สูบแบบใช้มือก็ได้ หนังสือเล่มหนักๆหรือแท่งไม้
ขั้นเตรียมการ : รวบปากถุง มัดด้วยลวดหรือเทป วางถุงไว้บนพื้น เอาหนังสือวางตั้งบนถุงวางที่สูบลมไว้ใกล้ๆดังภาพ






กิจกรรมกลุ่มย่อย 
    1. แสดงวิธีใช้ที่สูบลมให้นักเรียนดูถ้านักเรียนไม่รู้จักหรือใช้ไม่เป็น ให้ดูช่องที่ให้ลมเข้า ลมนี้จะถูกสูบออกโดยที่สูบลม(ถ้าเป็นแบบมีลูกสูบให้เอาจุ๊บที่ปิดออกด้วย) ให้นักเรียนสัมผัสลมที่กำลังถูกสูบออก
       2. ถาม"นักเรียนคิดว่าถุงที่บรรจุอากาศเต็มนี้จะดันให้หนังสือล้มได้หรือไม่ เราจะหาคำตอบนี้ได้อย่างไร"
       3. สอดปลายของสายยางลูกสูบเข้าไปในถุง ปิดปากถุงให้สนิทหรือเพียงจับไว้ให้สายยางอยู่ในถุงขณะที่นักเรียนผลัดกันสูบลมเข้าไปในถุงดันให้หนังสือล้มลง "ใช่อากาศไหมที่ทำให้หนังสือล้ม นักเรียนคิดว่าอากาศเป็นสิ่งที่มีจริงหรือไม่แม้ว่าเรามองไม่เห็น" ครูชวนคุยเรื่องของถุงลมนิรภัยในรถยนต์

การนำเอาความรู้ไปใช้ (apply)
          - จากการศึกษากิจกรรมในหนังสือสามารถเอาไปบูรณาการในการเรียนการสอนในอนาคตได้

ทักษะ(skills)
         - จากการเข้าห้องสมุดเพื่อหาหนังสือวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กอาจารย์อธิบายความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ทำการเลือกหนังสือให้นักศึกษาอ่านทำความเข้าใจและจับสลากเลือกหน่วยเพื่อทำความเข้าใจในรายละเอียดให้มากขึ้น 

วิธีการสอน (How to teach)
      - หาความรู้เพิ่มเติมจากการอ่านหนังสือในห้องสมุด

ประเมินห้องเรียน (Classroom Evaluation) 
      - ห้องเรียนมีความสะอาดเหมาะสมแก่การเรียนและอุปกรณ์ประกอบการณ์สอนใช้งานได้ไม่ขัดข้อง
         - ห้องสมุดสะอาดและเงียบสงบ เหมาะแก่การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเป็นอย่างยิ่ง

ประเมินผู้สอน (Evaluating teacher) 
      - เข้าสอนตรงเวลา อธิบานเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ให้เข้าใจง่ายอย่างชัดเจน

ประเมินเพื่อน (Evaluated for classmated)
         - ตั้งใจค้นหาหนังสือตามที่ได้รับมอบหมายและสนใจในเนื้อหาของหนังสือ

ประเมินตนเอง (Self Evaluation)
      - เข้าเรียนตรงเวลาตั้งใจหาหนังสือตามคำหมอบหมายของผู้สอนและมีมารยาทในการใช้ห้องสมุด